สถาบันพาตัวใจกลับบ้าน

สถาบันพาตัวใจกลับบ้าน

เป้าหมาย


๑. เพื่อเป็นสถาบันที่จะให้ความรู้แก่ชาวโลก อันเป็นแก่นธรรมของพระพุทธศาสนา คือ เรื่องสติปัฏฐานสี่ อันเป็นทางสายตรงและทางลัด ที่จะนําพาเพื่อนมนุษย์พ้นทุกข์ หรือออกจากคุกชีวิตถึงพระนิพพาน

๒. เพื่อช่วยแก้ปัญหาสังคมที่ต้นตออันคือจิตใจ และปูทางไปสู่การสร้างสันติภาพโลกในอนาคต

๓. เพื่อช่วยจรรโลงพุทธศาสนา ให้เป็นที่พึ่งในเรื่องการคลายทุกข์แก่ชาวไทยและชาวโลกตราบนานเท่านาน


วิธีการ


สถาบันพาตัวใจกลับบ้านจะประกอบด้วยสองแผนกใหญ่ ๆ คือ


๑. ให้ความรู้ทางธรรมอันเป็นภาคทฤษฎี ซึ่งทางชมรมจะเน้นความรู้เรื่องการทํางานของขันธ์ห้าเป็นหลัก ความรู้เรื่องขันธ์ห้านี้เพียงพอที่จะช่วยให้ปัจเจกบุคคลเข้าใจการทํางานของจิตใจตนเอง เข้าใจว่าความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะดับความทุกข์ในใจตนเองได้อย่างไร จึงนําตัวการ์ตูนที่รู้จักกันดี คือ ทอมกับเจอรี่ มาเปรียบเทียบเพื่ออธิบายส่วนที่เป็นนามธรรมของขันธ์ห้าที่ลึกซึ้งและเข้าใจยากให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เข้าใจได้ง่ายขึ้นแม้กับเด็ก ๆ  “ธรรมะทอมกับเจอรี่” ได้เป็นวลีที่รู้จักกันดีในกลุ่มลูกศิษย์ของอาจารย์ศุภวรรณ แต่ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ฉะนั้นสถาบันพาตัวใจกลับบ้านนี้จะใช้สื่อต่าง ๆ เป็นเครื่องมือที่จะช่วยกระจาย “ธรรมะทอมกับเจอรี่” (ความรู้เรื่องขันธ์ห้า) ให้คนหมู่มากเข้าใจการทํางานของจิตใจได้


๒. ให้ความรู้ทางภาคปฏิบัติที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนรู้สามารถนํากลับไปปฏิบัติได้ทันที ในขณะที่กำลังทำกิจวัตรประจําวันทั้งที่บ้านและที่ทํางาน ซึ่งต้องพบปะผู้คนที่ทั้งชอบและไม่ชอบ พร้อมทั้งบททดสอบที่ยุ่งยากซับซ้อนของชีวิต ภาคปฏิบัติที่จะช่วยให้คนคลายทุกข์และเอาชนะความทุกข์ในทุกรูปแบบได้ คือ ความรู้เรื่องสติปัฏฐานสี่ วิปัสสนา หรือ พาตัวใจกลับบ้าน (วลีที่อาจารย์ศุภวรรณ กรีนได้ สร้างขึ้นมา) 


อานิสงส์จากการฝึกวิปัสสนามีดังนี้คือ

๒.๑. เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ แก้ที่จิตใจของมนุษย์ เมื่อจิตใจของมนุษย์แข็งแกร่งจากการฝึกฝนทักษะการเอาสติมาปักที่ฐานแล้ว ปัจเจกบุคคลที่ปฏิบัติธรรมเหล่านี้จะเกิดปัญญา และจะสามารถแก้ปัญหาชีวิตต่าง ๆ ได้ตามที่ตนเองเห็นสมควรและเหมาะสม แม้ต้องประสบกับปัญหาที่แก้ไม่ได้ ผู้ปฏิบัติสติปัฏฐานก็จะมีจิตใจที่แข็งแกร่งพอที่จะอยู่กับปัญหาได้โดยไม่เป็นทุกข์ ซึ่งเป็นความอัศจรรย์อย่างยิ่งของการปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ที่คนหมู่มากยังไม่รู้  ผู้มีโอกาสจึงควรมาลองปฏิบัติ แล้วจะเห็นผลได้ด้วยตนเอง นั่นคือ สามารถอยู่กับปัญหาชีวิตได้โดยไม่เป็นทุกข์  ซึ่งจะมีการเน้นภาคปฏิบัติเป็นพิเศษเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ต้องการเรียนรู้สามารถจับหลักการปฏิบัติเรื่อง การเอาสติมาปักที่ฐาน หรือ พาตัวใจกลับบ้านได้อย่างถูกต้อง

๒.๒. การทำให้ปัจเจกบุคคลเข้าใจและปฏิบัติจนเห็นผลเป็นที่ประจักษ์แก่ใจตนเองได้นั้น  ถือว่าเป็นการช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่มนุษยชาติได้ตราบนานเท่านาน จะช่วยทําลายมิจฉาทิฐิอื่น ๆ ที่เข้ามาแอบอ้างว่าเป็นคําสอนของพุทธศาสนา

๒.๓. เป็นการแก้ปัญหาสังคมที่ต้นตออันคือจิตใจได้อย่างแท้จริง และเป็นปัจจัยสําคัญที่จะช่วยให้คนไทย อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ มีสันติภาพและเป็นสุขอย่างแท้จริง เท่ากับเป็นการช่วยสร้าง วัฒนธรรมสติปัฏฐานให้กับวิถีการดํารงชีวิตของคนหมู่มาก ซึ่ง “วัฒนธรรมสติปัฏฐาน” ได้ เคยเกิดมาแล้วในเมืองปาฏลีบุตรในยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน แล้วราวสองร้อยกว่าปี

๒.๔. หากทําสําเร็จในประเทศไทย สถาบันนี้จะเป็นแบบอย่างการสร้างวัฒนธรรมสติปัฏฐานให้แก่ชาวต่างชาติอีกด้วย และอาจจะเป็นปัจจัยสําคัญ อันปูทางไปสู่การสร้างสันติภาพโลกก็เป็นได้ ซึ่งอาจารย์ศุภวรรณได้ให้ “สูตรสันติภาพโลก” แก่ชาวโลกแล้วตั้งแต่ปี  ๒๕๕๑ ดังนั้น สถาบันพาตัวใจกลับบ้านแห่งนี้ จะเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่ง ที่จะช่วยให้สูตรสันติภาพโลกนี้เป็นจริงขึ้นมาได้

 


เนื้อหาในส่วนภาคปฏิบัติ


โดยหลักการปฏิบัติสติปัฏฐานสี่นั้น ผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้ในทุกอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน และ จําเป็นต้องปฏิบัติตลอดเวลา ตั้งแต่รู้สึกตัวตื่นในตอนเช้า จนกระทั่งนอนหลับสนิท


ภาคปฏิบัตินี้จะแบ่งเป็น ๔ ส่วนใหญ่ ๆ คือ


๑. ห้องนวดสมาธิ อาจารย์ศุภวรรณเล็งเห็นว่า การนวดแผนโบราณของไทยนี้จะสามารถนํามาดัดแปลง ให้เป็นวัฒนธรรมสติปัฏฐานได้อย่างง่ายดาย โดยแทรกปัญญาทางธรรมเข้าไปเท่านั้น นั่นคือ เน้นการนวดโดยเอาสติมาตรึงที่ฐาน ในห้องนี้ ทั้งผู้นวดและผู้ถูกนวดจะต้องรู้หลักการปฏิบัติเอาสติมาตรึงที่ฐานอย่างชัดเจน ผู้นวดทุกท่านนอกจากมีความสามารถนวดไทยแผนโบราณแล้ว จะต้องผ่านการอบรมคอร์สพาตัวใจกลับบ้าน เป็นคนดีมีคุณธรรม รักษาศีลห้าเป็นอาจิณ ทําดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง ฉะนั้น นอกจากจะได้ผลทางกายภาพที่ทําให้เบาสบายตัวแล้ว ทั้งผู้นวดและผู้ถูกนวดจะสามารถใช้กิจกรรมนวดไทยแผนโบราณนี้เป็นวิธีการที่จะช่วยให้ตนเอาชนะความทุกข์ในใจ และเดินทางไปนิพพานได้ด้วย


มีกัลยาณชนจํานวนไม่น้อยที่เบื่อหน่ายต่อการทํางานในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งบ่อยครั้งที่ต้องฝืนความรู้สึกตนเอง เพราะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องผิดศีลบ้าง ทวนกระแสความคิดของสังคมบ้าง อาจารย์ศุภวรรณจึงอยากสร้างสัมมาอาชีพให้กับผู้ที่ประสงค์จะทํางานที่มีความสุข สามารถพาตนเองให้พ้นทุกข์ถึงนิพพานได้ด้วย โดยมีค่าตอบแทนเล็กน้อยเพื่อช่วยการยังชีพ และอาจนํารายได้ส่วนหนึ่งมาหมุนเวียนใช้จ่ายในสถาบันพาตัวใจกลับบ้าน ได้แก่ การพิมพ์หนังสือแจกเป็นธรรมทาน การจัดอบรมพาตัวใจกลับบ้าน และจัดคอร์สอบรมผัสสะบริสุทธิ์


อาจารย์ศุภวรรณยังอยากสร้างรูปแบบการทํางานที่ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคม จะไม่มีคําว่า “นายจ้าง” “ลูกจ้าง” ทุกคนจะอยู่ในสถานะเท่าเทียมกันคือ เป็นชิ้นส่วนกระจิริดของ จักรวาลอันยิ่งใหญ่ หรือ I am nothing! การให้ค่าแรงก็จะเป็นไปด้วยความยุติธรรม การที่จะบรรลุซึ่งอุดมการณ์เหล่านี้ได้ ย่อมหมายความว่าบุคลากรทุกคนจะต้องฝึกฝนการเอาสติมาปักที่ฐานเสมอ และต้องหมั่นดูแลและขัดเกลา “ตัวตน” เสมอ จึงจะทําได้ ซึ่งเป็นอุดมคติที่ท้าทายมาก หากทําได้ดี ในอนาคต ห้องนวดสมาธินี้จะสามารถสร้างงานให้แก่คนไทยกลุ่มหนึ่งได้ด้วย


ห้องนวดสมาธินี้จะเป็นบททดสอบที่ดีมากสําหรับคนที่ต้องการอยากรู้ว่า“ตัวตนหรืออัสมิมานะ” ของตนเองใหญ่หรือเล็กแค่ไหน เพียงใด สิ่งที่ละได้ยากที่สุดก่อนถึงนิพพานคือ เรื่องการละตัวตน ใครมีตัวตนที่ใหญ่ ก็จะถึงนิพพานยากกว่าคนที่มีตัวตนเล็ก ฉะนั้น ห้องนวดสมาธินี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติทดสอบความมีตัวตนของตนเองได้ดีกว่าการอ่านหนังสือธรรมะแล้วคิดว่าตนเองเข้าใจและทําได้แล้ว โดยการฝึกล้างเท้าและนวดฝ่าเท้าให้แก่คนที่มีสถานะทางสังคม(โลก)ต่ำกว่าตนเอง เพื่อให้ตระหนักชัดทางปัญญาว่าโดยสภาวะทางธรรม(ชาติ)แล้ว มนุษย์ทุกคนล้วนเท่าเทียมกันคือ ไม่มีตัวตน (อนัตตา I am nothing.) ซึ่งจะเป็นภาคปฏิบัติที่ท้าทายมากในสังคมไทย อาจารย์ศุภวรรณย้ำว่า หากใครที่มุ่งมั่นไปนิพพานอย่างจริงใจแล้ว จะต้องสามารถล้างเท้าให้แก่คนที่มีสถานะทางสังคมต่ำกว่าตนเองได้  ซึ่งเป็นข้อสอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนอยากไปนิพพานสามารถเข้ามาทําได้ในห้องนวดสมาธิแห่งนี้  ซึ่งอาจจะมีเพียงแห่งเดียวในโลกที่เปิดโอกาสให้คนทําข้อสอบนี้ได้


๒. ห้องออกกําลังกายสมาธิ เป็นห้องที่เน้นการรําไท้เก๊กชี่กง ๑๘ ท่าและท่าอื่น ๆ ที่ทําหลังอาหารที่อาจารย์ ศุภวรรณได้สอน รวมทั้งการเล่นโยคะ ซึ่งล้วนเป็นการออกกําลังกายที่สามารถเอาสติมาปักที่ฐานได้อย่างง่ายดาย จะเป็นห้องที่ใช้เพื่อสร้างละครขันธ์ห้าด้วย เพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องการเอาชนะความทุกข์ใจ


๓. ห้องครัวสมาธิ  ห้องครัวเป็นห้องสําคัญมากที่สุดห้องหนึ่งในทุกครัวเรือน เป็นห้องที่เต็มไปด้วยกิจกรรมต่าง ๆ มากมายที่สามารถพัฒนาทักษะการเอาสติมาตรึงที่ฐาน เช่น การล้างผัก หั่นผัก ล้างเก็บถ้วยชาม ทําความสะอาด เปิดปิดตู้กับข้าว ฯลฯ กิจกรรมในชีวิตประจําวันเหล่านี้ ล้วนเป็นอริยทรัพย์ที่ผู้ปฏิบัติทุกท่านสามารถกอบโกยได้ในขณะที่กําลังทํางานอยู่ในครัว เป็นการฝึกสติปัฏฐานในบ้านได้ โดยไม่จําเป็นต้องเข้าวัด หรือไปเข้าอบรมสมาธิวิปัสสนาไกล ๆ จะช่วยสร้าง “นิสัยแห่งใจ” ที่ดีและถูกต้อง เมื่อฝึกไปนาน ๆ แล้ว ผู้ปฏิบัติจะพัฒนา และจะมีความสุขในขณะที่กําลังทํางานทุกอย่าง


๔. ห้องนั่งเล่นสมาธิ ควรมีห้องน้ำพ่วงอยู่ด้วย ห้องนี้จะเน้นกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทําในบ้าน นอกเหนือจากงานในครัว ผู้ปฏิบัติจะทํากิจกรรมเหล่านี้โดยฝึกเอาสติมาตรึงที่ฐาน หรือพาตัวใจกลับบ้านตลอดเวลา เช่นทําความสะอาดบ้าน ทําความสะอาดห้องน้ำ กวาดบ้าน เช็ดถูพื้น เช็ดหน้าต่าง ซักผ้า พับผ้า รีดผ้า (รับงานจากห้องนวดสมาธิ) เย็บปักถักร้อย ถักนิตติ้ง (ไหมพรม) ถักโครเชต์ วาดเขียน ระบายสีหรืองานศิลปะอื่น ๆ ฝึกคุยสมาธิเหมือนที่ฝึกในห้องอบรมพาตัวใจกลับบ้าน


เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการหลุดพ้น


อาจารย์ศุภวรรณได้ปรารภว่า อายุทางกายภาพของท่านก็ย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว เหลือเวลาในโลกมนุษย์อีกเพียงเล็กน้อย แม้อยู่ได้อีก ๒๐ ปี ก็เรียกว่า สั้นมาก จึงเห็นเป็นเรื่อง “รีบด่วน” ที่จะต้องจัดตั้งสถาบันพาตัวใจกลับบ้านให้เสร็จลุล่วงโดยเร็ว เพื่อจะได้เริ่มเพาะ “เมล็ดพันธุ์แห่งการหลุดพ้นจากความทุกข์” ให้แก่เพื่อนมนุษย์  กิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจารย์ต้องการถ่ายทอดให้กับเพื่อนมนุษย์ได้รู้และนําไปปฏิบัติโดยผ่านสถาบันพาตัวใจกลับบ้านอาจเป็นเรื่องใหม่ของชาวโลก เป็น “รูปแบบ” (model) ที่ชาวต่างชาติสามารถมาดูและนําไปเผยแผ่ในวงกว้างได้  


สถาบันพาตัวใจกลับบ้าน (ภูเก็ต) 


ตุลาคม ๒๕๕๖ สถาบันพาตัวใจกลับบ้านแห่งแรกของโลกได้ถือกำเนิด ณ อาคาร “รู้ศึกษา รู้สึกตัว” ถนนเยาวราช อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ตแล้ว โดยความช่วยเหลือของคุณวิศาล เอกวานิช ซึ่งอาจารย์ศุภวรรณและทีมงานชมรมพาตัวใจกลับบ้านขออนุโมทนาบุญกับคุณวิศาลมา ณ ที่นี้ อนึ่ง สถาบันพาตัวใจกลับบ้าน(ภูเก็ต)เน้นเพียงภาคทฤษฎี โดยมีการแสดงภาพนิทรรศการ และคลิปวีดีโอธรรมะของอาจารย์ศุภวรรณเพื่อการศึกษาเรียนรู้ อย่างกว้างขวางต่อไป


สถาบันพาตัวใจกลับบ้าน (ศาลายา)


มีนาคม ๒๕๕๗ อาจารย์ศุภวรรณและทีมงานของชมรมพาตัวใจกลับบ้านได้ตัดสินใจที่จะสร้างสถาบันพาตัวใจกลับบ้านในรูปแบบอุดมคติที่ได้บรรยายมาเบื้องต้นอย่างสมบูรณ์แบบ  บนที่ดินกว้าง ๒๕๐ ตารางวา อำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐม เป็นที่ดินที่อาจารย์ได้ซื้อไว้เมื่อเริ่มทำงานครั้งแรกในปี ๒๕๒๑ บัดนี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบอาคารโดยบริษัท โอฬ จำกัด ซึ่งขอร่วมทำงานมหากุศลนี้ด้วย โครงการนี้ต้องใช้ทุนทรัพย์ประมาณ ๑๓ ล้านบาท   


บอกบุญ

จะเห็นได้ว่า โครงการดังกล่าวนี้เป็นโครงการใหญ่พอสมควร จําเป็นต้องใช้ทุนทรัพย์ไม่น้อยที่จะทําให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง เงินบริจาคจากผู้ใจบุญทั้งหลายตั้งแต่อาจารย์ศุภวรรณได้เริ่มดําริที่จะสร้างสถาบันพาตัวใจกลับบ้านยังคงไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายในโครงการดังกล่าว ณ บัดนี้ (๑๓ กค ๒๕๕๗) มีผู้ใจบุญร่วมทำบุญแล้วจำนวน ห้าแสนเจ็ดหมื่นบาท

ชมรมพาตัวใจกลับบ้านจึงใคร่ขอบอกบุญมายังทุกท่านที่เห็นด้วยกับโครงการอันเป็นกุศลนี้ ขอให้ช่วยกันแปลงอุดมการณ์ที่จะ “ช่วยกวาดต้อนเพื่อนมนุษย์ออกจากคุกชีวิต” ของอาจารย์ศุภวรรณนี้ให้เป็นรูปธรรม เพื่อเป็นพุทธบูชารวมทั้งจรรโลงพุทธศาสนาในส่วนที่เป็นแก่นธรรมให้คงอยู่ต่อไปเพื่อชนหมู่มากของโลกจะได้มีที่พึ่งทางใจอย่างแท้จริง

ที่สุดนี้ กระผมนายเอกลักษณ์ หมั่นศึกษา ประธานชมรมพาตัวใจกลับบ้าน จึงใคร่ขอความร่วมมือจากท่านทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ศุภวรรณ ให้มาร่วมแรงร่วมใจกันทํางานชิ้นสําคัญนี้ให้สําเร็จลุล่วงเพื่อรองรับชีวิตที่กําลังย่างเข้าสู่วัยชราของอาจารย์ศุภวรรณ เมื่อมาถึงจุดที่อาจารย์ไม่สามารถเดินทางไปสอนเพื่อนมนุษย์ให้รู้จักทางไปนิพพานได้อย่างคล่องตัว สถาบันพาตัวใจกลับบ้านนี้ ก็จะเป็นตัวแทนที่จะเผยแผ่งานกวาดต้อนเพื่อนมนุษย์ออกจากคุกชีวิตไปนิพพานให้อยู่คู่มนุษยชาติได้ต่อไป

ขณะนี้ ทีมงานของชมรมพาตัวใจกลับบ้านได้พยายามเก็บสะสมงานสอนของท่านอาจารย์ไว้ เพื่อจะได้ใช้เป็นสื่อการสอนในอนาคต ซึ่งย่อมหมายถึงเวลาที่ท่านอาจารย์ศุภวรรณได้ละสังขารจากโลกนี้ไปแล้วด้วย  จึงเป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่งที่บรรดาลูกศิษย์ของอาจารย์ศุภวรรณควรต้องเร่งรีบสร้างสถาบันพาตัวใจกลับบ้านให้สำเร็จลุล่วง เพื่ออาจารย์จะได้ช่วยดูแล ตกแต่ง ปรับปรุงให้สถาบันพาตัวใจกลับบ้านนี้สามารถสื่อความรู้ทางธรรมที่ถูกต้อง และชี้แนะทางพ้นทุกข์ให้เพื่อนมนุษย์ได้อย่างแท้จริง

ทางชมรมพาตัวใจกลับบ้านหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับการสนับสนุนและอนุเคราะห์จากท่านผู้ใจบุญทั้งหลายในทุกด้าน เพื่อทําให้สถาบันพาตัวใจกลับบ้านสําเร็จลุล่วง เช่น


บริจาคเงินทุน

บริจาคสิ่งของเครื่องใช้ในอาคาร 

บริจาคความรู้ต่าง ๆ ที่จําเป็นต่อการจัดตั้งโครงการเช่นนี้ เช่น กฎหมายการบริหารจัดการธุรกิจการนวด

อื่นๆ ตามที่ท่านเห็นสมควรเพื่อก่อตั้งโครงการ 


กระผมนายเอกลักษณ์ หมั่นศึกษา ในนามประธานชมรมพาตัวใจกลับบ้านและทีมงานขอกราบขอบพระคุณและอนุโมทนาบุญล่วงหน้ากับทุกท่านมา ณ ที่นี้

ขอเชิญผู้มีจิตอันเป็นกุศล สามารถร่วมบริจาคได้ที่

ธนาคารกรุงเทพ สาขา ซิลลิคเฮาส์

ชื่อบัญชี ศุภวรรณ กรีน เลขที่บัญชี 860-0-04481-5 

เมื่อทําการโอนเงินร่วมบริจาคเรียบร้อยขอความกรุณาแจ้งให้ทราบผ่านทาง

E-mail:      bmshthai@gmail.com;       bmsheak@gmail.com   

โทร.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ ๐๘๖-๖๑๐-๐๐๐๑  

Visitors: 17,392