บทความล่าสุด ตค.63


 บทความพิเศษ


บทความก่อนหน้า

โรคระบาด...เตรียมรับวิกฤตการณ์ของโลก

 

ขณะนี้ ชาวโลกกำลังเจอข้อสอบใหญ่มากของชีวิต คือ ไวรัสโคโรนา เชื้อโรคที่กำลัง ระบาดไปทั่ว แม้เป็นเทศกาลตรุษจีน แต่ในประเทศจีน กลับไม่มีบรรยากาศของการส่งความสุขเลย โดยเฉพาะในเมืองอู่ฮั่น (Wuhan) ที่ผู้คนนับล้านไม่กล้าออกจากบ้าน เพราะกลัวติดเชื้อ ร้านรวงปิดหมด ถนนหนทางไม่มีรถ  กลายเป็นเมืองร้าง ข่าวล่าสุดบอกว่า เชื้อไวรัสนี้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ยังหาทางควบคุมไม่ได้

 

ในห้องอบรม อาจารย์ได้พูดมาหลายปีแล้ว มักพูดให้นึกภาพของวิกฤตการณ์ที่อยู่เหนือ การควบคุมของเรา เช่น โรคระบาด โดยยกตัวอย่างว่า หากมีโรคระบาดเช่น โรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome: SARS) ที่ติดต่อผ่านการหายใจละก็ คนจำนวน ๑ ใน ๓ ของโลก จะตายก่อน อีก ๑ ใน ๓ จะไม่กล้าออกจากบ้านเพราะกลัวติด เชื้อ เหลืออีก ๑ ใน ๓ ที่ยังเดินถนน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ถึงตอนนั้น แม้มีเงินมากมาย อยากกินข้าวเหนียว ส้มตำ หมูปิ้ง กิจกรรมพื้น ๆ ที่ทำกันทุกวัน เหมาเอาว่า จะต้องไม่หายไปไหนแน่นอน ขอให้มีเงินสัก ๑๐๐ บาทติดกระเป๋าเท่านั้น เมื่อออกนอกบ้าน ยังไงก็ต้องหาพ่อค้าแม่ค้ารถเข็นที่ขายส้มตำได้แน่นอน  นั่นเป็นเรื่องเจอรี่ของเราคิดเอง ของคิดกับของจริงคนละเรื่องกัน ถึงตอนนั้น   เงินก็หมดความหมายแล้ว   ไม่มีใครมาทำให้เรากินอีกแล้ว

 

อาจารย์ยกตัวอย่างเรื่องนี้ เพื่อต้องการย้ำให้พวกเราตั้งอยู่บนความไม่ประมาท อย่าไป เหมาเอาว่า ตื่นเช้าขึ้นมา ทุกอย่างจะเหมือนเดิมตามที่เราคาดคิดไว้ ขอให้ดูตัวอย่าง ของคนจีนในเมืองอู่ฮั่น ขณะนี้ ข่าวล่าสุดเมื่อสามวันก่อน บอกว่า รัฐบาลจีนได้ปิดเมือง ไปแล้ว ๑๐ เมือง หยุดการเข้าออกเมืองเหล่านั้น รวมประชากรทั้งหมด ๓๖ ล้านคน ซึ่งรวมคนต่างชาติมากมายด้วย และกำลังสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่อีก ๒ โรง มีเตียงนับพันเตียง ยุคนี้ก็เป็นยุคที่เดินทางกันเป็นว่าเล่น ไวรัสตัวนี้ก็ได้เดินทางไปประเทศอื่นแล้ว รวมทั้งเมืองไทยด้วย นี่เป็นแค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น เป็นไปได้เสมอว่า ไวรัสตัวนี้จะกระจายไปทั่วโลก ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ระดับโลกได้เสมอ

 

อาจารย์รีบเขียนมาเพื่อต้องการเตือนพวกเราว่า ขอให้ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ไม่ได้หมายความว่า เราจะสามารถรักษาชีวิต รอดตายได้เสมอไป ไม่ใช่เช่นนั้น แต่หมายความว่า เราต้องรักษาตัวใจของเราให้แข็งแกร่งเสมอ อย่าให้เจอรี่ถล่มเราได้โดยเฉพาะเจอรี่ตัวหวาดกลัวต่อเหตุการณ์โลกในขณะนี้  อาจารย์ได้ดูข่าวของชายหนุ่มอังกฤษที่ไปติดอยู่ในเมืองอู่ฮั่น เขาบอกว่ากลัวมาก ตำหนิรัฐบาลอังกฤษว่าไม่ได้ช่วย คนของเขาเลย ไม่มีการติดต่อ ถามไถ่ ส่งข่าวว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือคนอังกฤษที่ไปติดในจีนได้อย่างไร อาหารก็ร่อยหรอลง และจะต้องติดอีกนานเท่าไร ก็ไม่มีวันรู้ นี่คือ การเจาะเข้าไปในรายละเอียดของชีวิตแต่ละคนที่อยู่ในวิกฤตการณ์ ซึ่งในอนาคต อาจจะเป็นเราก็ได้ ถึงจุดนั้น เราต้องทำอะไร อย่างไร ก็หนีไม่พ้นเรื่องที่ต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่ง สามารถเผชิญกับทุกเหตุการณ์ที่อยู่เบื้องหน้าได้โดยไม่หวาดกลัว แม้รู้ว่าต้องเจอความตายอย่างแน่นอน

 

ใครที่ยังมัวหลงใหลเรื่องเงิน เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ กักตุน สะสมความร่ำรวยให้ตนเอง ก็ขอให้ตื่นจากความหลับใหลได้แล้ว เพราะเมื่อวิกฤตการณ์ชีวิตเช่นนั้นมาถึงเงินไม่มีความหมายเลย มีเงินมากมายที่จะบินออกนอกประเทศ แต่ไม่มีเครื่องบินให้ขึ้น หากระบาดไปทั่วโลก ย่อมไม่มีที่หนี ทุกคนต้องรีบตื่นจากความฝัน จากโลกมายาที่ชินกับมันทุกวี่วัน ตื่นมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ให้รู้ว่าทุกอย่างเป็นมายาเท่านั้น ไม่ต้องกลัว โดยเฉพาะเรื่องความตาย ก็ไม่ได้ตายจริง ตัวที่ตายคือ ตัวกายที่เป็นตัวปลอมของเราเท่านั้น ตัวใจเป็นตัวจริง และเป็นอมตะ ตัวนี้ไม่ตาย อ่านเรื่อง ก่อนอวิชชา  

นะคะ จะได้หายกลัวตาย

 

ฉะนั้น เป้าหมายของเราคือ การสามารถ“อยู่อย่างสงบ และตายอย่างสงบ” ภายใต้ทุกสถานการณ์ ขอให้สร้างธรรมวินัยที่เคร่งครัดให้ตนเอง และหมั่นฝึกฝนเรื่องสมาธิ เอาสติมาปักที่ฐาน หรือ พาตัวใจกลับบ้าน ต่อสู้กับเจอรี่ดำที่มาหลอกให้เราหวาดกลัวต่อวิกฤตการณ์โรคระบาดในขณะนี้ ขอให้มองเป็นข้อสอบที่ดีมาก ที่กระตุ้นให้เราอย่าประมาทต่อชีวิตเป็นอันขาด

 

อาจารย์จึงขอส่งกำลังใจมาให้พวกเราเหล่าศิษย์ทุกคน ใช้ชีวิตอย่างมีสติอยู่กับฐาน เสมอ แข็งแกร่ง ไม่ต้องกลัว ช่วยใครได้ ก็รีบช่วย โดยเฉพาะช่วยให้เขารู้เรื่องการพาตัวใจกลับบ้าน สาธุกับทุกท่านค่ะ

 

อาจารย์ศุภวรรณ กรีน

๒๗ มกราคม ๒๕๖๓ 

 

 

เตรียมรับวิกฤตการณ์โลก(ต่อ)

อาจารย์ขอพูดเสริมอีกนิดว่า เรื่องที่อาจารย์ได้เขียนไปเกี่ยวกับเรื่องไวรัสโคโรนาระบาดนั้น ไม่ได้ต้องการให้ตื่นตระหนกตกใจ ตอนนี้ก็มีกระแสที่เข้ามาบอกคนไทยว่าอย่าไปตื่นข่าวกับเรื่องไวรัส เพราะคนจีนเอาอยู่หมัดแล้ว ไม่ได้ร้ายแรงอะไร บอกว่าเป็นเรื่องการเมือง เอาไวรัสมาเป็นอาวุธที่จะทำลายประเทศจีนที่นับวันจะมีอำนาจมากขึ้น

 

อาจารย์เพียงต้องการบอกว่า พวกเราล้วนเป็น“มดทั้งหลาย” ที่อยู่หางแถว ข้อมูลที่รับเข้ามา เราไม่มีทางตรวจสอบได้ว่า อะไรจริงและไม่จริง นี่คือ ความสับสนที่เลี่ยงไม่ได้ จึงไม่แปลกใจเลยหากเรื่องนี้ เป็นการกลั่นแกล้งกันระหว่างพวกยักษ์ใหญ่ทางการเมือง อาจารย์เคยพูดไว้แล้วในห้องอบรม 

และในหนังสือเรื่อง ดีนะ...ที่ฉันกลับบ้านเป็น ว่าพวกคนสามานย์มีเทคโนโลยีที่สูงมาก เขาได้พัฒนาถึงขั้นที่สามารถทำอากาศ และเชื้อโรคเป็นอาวุธ (อาวุธชีวภาพ) ทำลายล้างกันมานานแล้ว ไวรัสโคโรนานี้ก็อาจจะเป็นอาวุธตัวหนึ่งที่จะทำให้ประเทศจีนอ่อนกำลังลงทางการเมือง และถ้าคนจีนจะโต้กลับ 

บ้าง ก็คือสงครามโลกกลาย ๆ แล้ว สงครามของยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องไปเกณฑ์ทหาร ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดกัน นั่นเป็นสงครามที่ล้าสมัยแล้ว แต่เป็นสงครามที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงมากจนพวกเราตามไม่ทัน และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า เรากำลังอยู่ในท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่สามก็เป็นได้ ข้อเท็จจริงที่เห็น

กันจะ ๆ โต้ง ๆ คือเมื่อพวกช้างตบตีกัน พวกเราที่เป็นมดตัวเล็กๆ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่ต้องถูกช้างยักษ์เหยียบตายกันเป็นหน้ากลอง ดังที่กำลังเกิดอยู่ เดือดร้อนกันไปหมด

 

เราไม่มีทางรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ข่าวที่ส่ง ๆ กันออกมา ก็ไม่สามารถรู้แน่ชัดว่าจริงเท็จแค่ไหน จะตรวจสอบก็ไม่ได้ เพราะมันใหญ่เกินไป อาจารย์ก็เพียงดูจากข่าวหลัก ๆ เท่านั้น ซึ่งยังไม่มีใครบอกว่า คนจีนเอาไวรัสตัวนี้อยู่มือแล้ว ดูคลิปยูทูบของบีบีซีที่โพสต์ ๑ ชั่ว โมงที่ผ่านมา บอกว่า ตอนนี้ตายไป

แล้ว ๘๑ คน และป่วยอีกร่วม ๓๐๐๐ คน ที่คาดว่าติด เชื้อมีอีกเป็นแสน ยังไม่มีข่าวบอกว่า มีวัคซีน เอาไวรัสตัวนี้อยู่มือเหมือนข่าวบางกระแสที่ออกมาในเมืองไทย

 

ฉะนั้น จึงขอย้ำว่า เราไม่มีทางรู้ข้อเท็จจริง อาจารย์เพียงต้องการให้พวกเราใช้ชีวิตที่ไม่ประมาท คนที่เชื่อข่าวว่า เอาไวรัสอยู่มือแล้ว เราใช้ชีวิตอย่างชิว ๆ ได้ ภัยมาไม่ถึงเราแน่ นี่ก็เรียกว่าประมาทอย่างยิ่ง ไม่ว่าเขาจะเอาไวรัสตัวนี้อยู่มือหรือไม่ ปัญหาของชาวโลกจะไม่จบเพียงเท่านี้  หากเป็นเรื่องที่

พวกยักษ์ใหญ่เขาตบตีกันแล้ว  พวกเราที่เป็นมดตัวเล็ก ๆ ล้วนต้องถูกกระทบแน่นอน อาจารย์ยังมองอีกว่า  เรื่องนี้ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นผลพวงของการเปลี่ยนมิติของโลกเช่นกัน ย่อมเกิดผลกระทบไปทุกระดับทั้งรูปธรรมและนามธรรม ทั้งกับปัจเจกบุคคลและส่วนรวม

 

อาจารย์พูดเพียงกลาง ๆ ว่า ขอให้มองเหตุการณ์เหล่านี้ให้เป็นภัยของสังสารวัฏ ภัยของการเวียนว่ายตายเกิดในโลกมนุษย์นี้ หากต้องเกิด ก็ต้องเจอภัยของการติดคุกชีวิตที่ทำให้เป็นทุกข์เช่นนี้ อาจารย์จึงเพียงต้องการเตือนสติพวกเรา อย่าหลับใหลอยู่กับชีวิตในฝันที่ไม่ต่างจากละคร การปฏิบัติ

ธรรมทั้งหมดล้วนมาลงเรื่องที่พระพุทธเจ้าต้องการปลุกให้ชาวโลกตื่นจากความฝันกลางวัน ตื่นจากมายา และหาทางแหกคุกชีวิตไปนิพพาน ด้วยการฝึกฝนเรื่องสติปักฐาน การรู้เรื่องการทำงานของขันธ์ห้า โดยเฉพาะระดับจิตใจ ทอม-เจอรี่ ก็จะช่วยให้เกิดปัญญา เข้าใจการทำงานของจิตใจมนุษย์

ได้ดีขึ้น ยิ่งพวกผู้นำที่ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ ก็ล้วนถูกเจอรี่ครอบงำทั้งนั้น ซึ่งอันตรายมาก พออีโก้ของอำนาจขึ้นหน้า เขาก็เอาเจอรี่ตัวเองไม่อยู่ จะเหยียบมดตายไปกี่ล้านตัว เขาก็ไม่เข้าใจ เราจึงจะประมาทต่อชีวิตไม่ได้เด็ดขาด ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวใจ มีกำลังใจที่ จะฝึกสมาธิมากขึ้น บ่อยขึ้น 

ตั้งความปรารถนาที่จะไปนิพพานให้ชัดเจนมากขึ้น พวกเราต้องแข็งแกร่ง  และเตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์ทุกอย่างโดยเฉพาะเรื่องร้ายๆ ทั้งหลาย จะได้เป็นที่พึ่งให้แก่ทั้งตนเองและคนรอบข้างได้

 

หากพูดจากกรอบของเรื่องพลังงาน การทำสมาธิย่อมสร้างความถี่ระดับสูง เชื้อโรคทั้ง หลายล้วนเป็นฝ่ายลบ เป็นพลังงานระดับต่ำ หากเราทำสมาธิบ่อยๆเพื่อเพิ่มพลังงานให้ขันธ์ห้าของเราแล้ว เชื้อโรคทั้งหลายซึ่งเป็นพลังงานฝ่ายลบย่อมอยู่ในตัวเราไม่ได้ เปรียบเหมือนแสงสว่างย่อมกินความมืด

เสมอ ฉะนั้น อย่าให้ความรู้สึกลบโดยเฉพาะความ กลัวมาครอบงำตัวใจของเราเป็นอันขาด เพราะนั่นคือ อาหารที่เอร็ดอร่อยของเชื้อไวรัส โคโรนา อย่าไปเลี้ยงโรคในร่างกายเราด้วยความวิตก กังวล คิดมาก ฟุ้งซ่าน ตกใจ กลัว เอาออกให้หมด มองชีวิตด้วยความคิดที่สวยงามที่เป็นบวก ทำสมาธิให้

มากๆ เอาความกลัวออกไป ก็เท่ากับไม่เลี้ยงเชื้อโรคในร่างกายเรา ปล่อยให้มันอดอาหารตายทำได้เช่นนี้ เราย่อมพ้นภัยของโรคระบาดนี้อย่างแน่นอน

 

จึงขอเขียนเพิ่มเติมจากที่ได้เขียนไปแล้วเช้านี้ สาธุกับทุกท่านที่ดูแลตัวใจอย่างดี ขอให้ ช่วยกันแชร์ 

เพื่อให้คนหมู่มากรู้เรื่องการพาตัวใจกลับบ้านมากขึ้น สาธุ สาธุ สาธุ

 

อาจารย์ศุภวรรณ กรีน

 ๒๗ มกราคม ๒๕๖๓

 

เขียนเพิ่มเติม

หากพูดจากกรอบของเรื่องพลังงาน การทำสมาธิย่อมสร้างพลังงานที่มีความถี่ระดับสูง เชื้อโรคทั้งหลายล้วนเป็นฝ่ายลบ เป็นพลังงานที่มีความถี่ระดับต่ำ  หากเราทำสมาธิบ่อยๆ เพื่อเพิ่มพลังงานให้ขันธ์ห้าของเราแล้ว  เชื้อโรคทั้งหลายซึ่งเป็นพลังงานฝ่ายลบย่อมอยู่ในตัวเราไม่ได้   เพราะ

พลังงานของร่างกายเรามีความถี่สูงกว่า เปรียบเหมือนแสงสว่างย่อมกินความมืดเสมอ ฉะนั้น อย่าให้ความรู้สึกลบโดยเฉพาะความกลัวมาครอบงำตัวใจของเราเป็นอันขาด เพราะนั่นคือ อาหารที่เอร็ดอร่อยของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโรคอะไรก็แล้วแต่ รวมทั้งโรคหวัด อย่าไปเลี้ยงโรคในร่างกายเรา

ด้วยความวิตก กังวล คิดมาก ฟุ้งซ่าน ตกใจ กลัว หดหู่ เศร้า เอาเจอรี่พวกนี้ออกให้หมด พยายามมอง ชีวิตด้วยความคิดที่สวยงามที่เป็นบวกเสมอ   ขอบคุณและซาบซึ้งกับสิ่งเรียบง่ายที่อยู่เบื้องหน้า อยู่กับเราแล้ว เช่น เป็นสุขที่หายใจเองได้ เดินเองได้ เห็นทุกสิ่งเบื้องหน้าได้ ขอบคุณ

พระอาทิตย์ ต้นไม้  ใบหญ้า สัตว์ทั้งหลายที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ ตั้งเป้าหมาย เรื่องการกลับบ้านสู่นิพพานให้ชัดเจน ทำสมาธิให้มากๆ เอาความกลัวออกไป ก็เท่ากับ ไม่เลี้ยงเชื้อโรคในร่างกายเรา ปล่อยให้มันอดอาหารตาย ทำได้เช่นนี้  เราย่อมพ้นภัยของโรคระบาดนี้อย่างแน่นอน

 

๒๘ มกราคม ๒๕๖๓

 

 

 

Visitors: 84,760